วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559


Cloud Computing คืออะไร

 Cloud Computing ถูกนิยามนิยามว่า คือการนำเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากมาเชื่อมต่อ
เข้าด้วยกัน คอมพิวเตอร์ทั้งหมดในกลุ่ม Cloud อาจไม่จำเป็นต้องติดตั้งอยู่ในสถานที่เดียวกัน
แต่อาจมีการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูง และที่สำคัญก็คือบรรดาคอมพิว
เตอร์ที่เชื่อมต่อกันเองนี้อาจไม่จำเป็นมีฮาร์ดแวร์และระบบปฏิบัติการเหมือนกันไปทั้งหมด 
ยกตัวอย่างเช่น ในกลุ่ม Cloud หนึ่งๆ อาจมีทั้งเครื่องแม่ข่าย เครื่องพีซี และเครื่องแอปเปิล 
หรือมองอีกมุมหนึ่ง ระบบปฏิบัติการ (Operating System หรือ OS) ที่ใช้อาจมีอยู่หลายชนิด 
เป้าหมายของการนำเครื่องคอมพิวเตอร์มาเชื่อมต่อกันเช่นนี้ 
ก็เพื่อจะดึงพลังในการประมวลผล (Processing) ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดมาประสานกัน 
เพื่อนำไปใช้จัดการงานประมวลผลใหญ่ๆ ที่แต่เดิมอาจต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คุณภาพสูง 
ต้นทุนมหาศาล แต่กับเทคโนโลยี Cloud Computing แล้ว ผู้ลงทุนสามารถลดต้นทุน และ
หันมาใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดมาทำงานร่วมกันแทน ซึ่งมีคำที่เกี่ยวข้องอีก คือ
                • Cloud Provider หมายถึงผู้ให้บริการระบบ Cloud
                • Cloud Storage คือสถานที่เก็บทรัพยากรสําหรับระบบ Cloud

สําหรับ Cloud Computing แล้ว ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจเลยว่าระบบหลังบ้านจะทำ
งานอย่างไร ประกอบไปด้วยทรัพยากร (resource) อะไรบ้าง ผู้ใช้แค่ระบุ
ความต้องการ (requirement) จากนั้นบริการ(service) ก็เพียงให้ผลลัพธ์แก่ผู้ใช้ 
ส่วนบริการจะไปจัดการกับทรัพยากรอย่างไรนั้นผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องสนใจ สรุปได้ว่า 
ผู้ใช้มองเห็นเพียงบริการซึ่งทำหน้าที่เสมือนซอฟต์แวร์ที่ทำงานตามโจทย์ของผู้ใช้ 
โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับทราบถึงทรัพยากรที่แท้จริงว่ามีอะไรบ้างและถูกจัดการ
เช่นไร หรือไม่จำเป็นต้องทราบว่าทรัพยากรเหล่านั้นอยู่ที่ไหน
Cloud Computing นั้นมาจากคำว่า Cloud ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์แทน Internet และ 
Computing หรือการประมวลผล เมื่อนำคำว่า Cloud และ Computing มารวมกันก็คือ 
การประมวลผลผ่าน Network หรือ Internet โดยที่ผู้ให้บริการจะจัดเตรียมทรัพยากร
สําหรับการประมวลผลและการจัดการ ผู้ใช้บริการเพียงเข้าไปซื้อหรือเช่าใช้บริการ
เท่าที่ต้องการใช้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการจัดการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ
ในการขยายตัวของระบบความเสถียรภาพของระบบ หรืออื่นๆ

 Cloud Layer

           การบริการบนระบบ Cloud Computing
          การบริการบนระบบการประมวลผลแบบกลุ่มเมฆสามารถแบ่งรูปแบบของชั้น ดังนี้
          - การให้บริการซอฟต์แวร์ หรือ Software as a Service (SaaS) จะให้บริการการประ
          มวลผล แอปพลิเคชันที่แม่ข่ายของผู้ให้บริการ และเปิดให้การบริการทางด้านซอฟ
          แวร์ต่างๆ
         - การให้บริการแพลทฟอร์ม หรือ Platform as a Service (PaaS) เป็นการประมวลผล 
         ซึ่งมีระบบปฏิบัติการ และการสนับสนุนเว็บแอปพลิเคชันเข้ามาร่วมด้วย
         - การให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure as a Service (IaaS) เป็นการให้
         บริการเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน มีประโยชน์ในการประมวลผลทรัพยากรจำนวนมาก
         - บริการระบบจัดเก็บข้อมูล หรือ data Storage as a Service (dSaaS) ระบบการจัดเก็บ
         ข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ไม่จำกัด รองรับการสืบค้นและการจัดการข้อมูลขั้นสูง
        - บริการร่วมรวมลำดับความเชื่อมโยง หรือ Composite Service (CaaS) คือส่วนทำหน้าที่รวม  
         โปรแกรมประยุกต์ หรือจัดลำดับการเชื่อมโยงแบบ workflow ข้ามเครือข่าย รวมถึงการจัด
         การด้านความปลอดภัย
 
 
ความแตกต่างระหว่าง Cloud Computing กับ Hosting ประเภทต่างๆ เช่น  Application
Hosting หรือพื้นที่ให้บริการโปรแกรมประยุกต์, Web Hosting หรือพื้นที่ให้บริการเว็บไซต์
File Hosting หรือพื้นที่ให้บริการจัดเก็บไฟล์ข้อมูลนั้น อยู่ตรงที่ Cloud Storage มีอิสระใน
การปรับขีดความสามารถ สมรรถนะ และขนาดทรัพยากรได้ตามภาระงาน เนื่องจากไม่มี
ข้อจำกัดในการขยายทรัพยากรสำหรับผู้ให้บริการ เพราะมีความร่วมมือกับผู้ให้บริการ
บุคคลที่สามที่เป็นผู้จัดหาและจัดสรรทรัพยากรอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจำนวนโปร
แกรมจะใช้ทรัพยากรในการประมวลผลมากขึ้นเท่าไร หรือต้องใช้พื้นที่ในการเก็บข้อมูล
เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ผู้ใช้บริการ และผู้ให้บริการ Cloud ไม่จำเป็นต้องกังวลในข้อจำกัดนี้ 
อย่างไรก็ตามเรื่องค่าใช้จ่ายนั้นจะขึ้นกับการจ่ายตามที่ใช้จริง (pay-per-use) และอาจมี
เรื่องอื่นๆ อีกขึ้นอยู่กับข้อตกลงของแต่ละเจ้าที่ให้บริการ โดยปัจจุบันมีผู้ให้บริการ
อยู่มากมาย เช่น Google Apps, Google App Engine, IBM Blue Cloud, Amazon EC2 
เป็นต้น
ตัวอย่างขององค์กรที่ประสบความสำเร็จในการใช้ cloud computing เช่น Timesmachine 
ของ New York Times ที่ใช้บริการของ Amazon EC2 ,เว็บ A9 (เครือข่ายของ Amazon) 
ใช้ Hadoop เพื่อช่วยในการค้นหาข้อมูลที่รวบรวมไว้บนกลุ่มของคอมพิวเตอร์ที่เพิ่ม
และลด จำนวนได้ หรือ อย่าง Facebook ก็ใช้ Amazon EC2 สำหรับการขยายความ
สามารถของระบบให้รองรับจำนวนผู้ใช้บริการ Facebook Applications พร้อมๆ กันเป็น
จำนวนมาก
ข้อดีข้อเสียของระบบ Cloud Computing
ข้อดี
ข้อเสีย
1. ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งาน จริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น
2. ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ
3. มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
4. ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง
5. มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง
6. มีความปลอดภัยกว่า Hosting ทั่วๆไป
1. เนื่อง จากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของ ความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเองยิ่งถ้า link ที่เชื่อมกับ internet ช้า การติดต่อกับ cloud ก็จะช้าไปด้วย

2. ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
3. ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ


ข้อดีข้อเสียของระบบ Hosting
ข้อดี
ข้อเสีย
1. ลดต้นทุนค่าดูแลบำรุงรักษาเนื่องจากค่าบริการได้รวมค่าใช้จ่ายตามที่ใช้งาน จริง เช่น ค่าจ้างพนักงาน ค่าซ่อมแซม ค่าลิขสิทธิ์ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าอัพเกรด และค่าเช่าคู่สาย เป็นต้น
2. ลดความเสี่ยงจากการเริ่มต้นหรือทดลองโครงการ
3. มีความยืดหยุ่นในการเพิ่มหรือลดระบบตามความต้องการ
4. ได้เครื่องแม่ข่ายที่มีประสิทธิภาพ มีระบบสำรองข้อมูลที่ดี มีเครือข่ายความเร็วสูง
5. มีผู้เชี่ยวชาญดูแลระบบและพร้อมให้บริการช่วยเหลือ 24 ชั่วโมง
1. เนื่อง จากเป็นการใช้ทรัพยากรที่มาจากหลายที่หลายแห่งทำให้อาจมีปัญหาในเรื่องของ ความต่อเนื่องและความเร็วในการเข้าทรัพยากรมากกว่าการใช้บริการ Host ที่ Local หรืออยู่ภายในองค์การของเราเอง
2. ยังไม่มีการรับประกันในการทำงานอย่างต่อเนื่องของระบบและความปลอดภัยของข้อมูล
3. ความไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ทำให้ลูกค้ามีข้อจำกัดสำหรับตัวเลือกในการพัฒนาหรือติดตั้งระบบ

สรุปประโยชน์ของ Cloud Computing มีดังนี้
1.ประหยัดการลงทุนเรื่องทรัพยากรคอมพิวเตอร์ เพราะเปลี่ยนมาเป็นการ
เช่าระบบแทน ซึ่งทำให้บริษัทที่มีเงินลงทุนจำกัดสามารถมีระบบสารสนเทศที่ดีใช้ได้เท่า 
เทียมกับบริษัทอื่นๆ
2.สามารถสร้างระบบใหม่ขึ้นมาใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะว่าผู้ให้บริการจะ
จัดเตรียมทรัพยากรขนาดใหญ่ไว้รองรับผู้ใช้บริการอยู่ แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องมีระยะ
เวลาการ ออกแบบระบบ สั่งซื้อฮาร์แวร์ และติดตั้งฮาร์ดแวร์ ซึ่งแค่นี้ก็ลดระยะเวลาดำ
เนินการไปเป็นเดือนเลยทีเดียว
3.เพิ่มขนาดทรัพยากรได้ง่ายดายและรวดเร็ว ในกรณีที่ระบบของผู้ใช้บริการมี
ขนาดใหญ่ขึ้นก็ย่อมต้องขยายทรัพยากรให้เพิ่ม ขึ้นตามการใช้งาน ซึ่งระบบที่เป็นของ
บริษัทเองคงต้องทำการออกแบบและสั่งซื้อและติดตั้งกันวุ่นวายเสียเวลา ด้วยการ
ใช้บริการ Cloud computing ก็ทำให้การเพิ่มขนาดทรัพยากรนั้นง่ายและรวดเร็วภาย
ในข้ามคืนเท่านั้น
4.ขจัดปัญหาเรื่องการดูแลระบบทรัพยากรสารสนเทศ ออกไปให้ผู้ให้บริการ 
Cloud computing ดูแลแทน จึงทำให้ลดทั้งความยุ่งยากของการดูแลและลดจำนวน
บุคลากรที่ต้องจ้างมาเพื่อ ดูแลระบบอีกด้วย

ข้อจำกัดของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆ
            แม้ว่าหลักการของระบบประมวลผลกลุ่มเมฆจะมีประโยชน์ต่อภาพรวมทั้งส่วนของผู้ใช้ 
ผู้พัฒนา และผู้ให้บริการ แต่ยังคงมีข้อจำกัดบางประการที่มีผลต่อการให้บริการบนสภาพ
แวดล้อมกลุ่มเมฆ
1.ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว   เมื่อข้อมูลและแอพพลิเคชั่นถูกส่งไปยังกลุ่ม
เมฆผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่กระบวนการทำงานต้องอา
ศัยความสามารถของกลุ่มเมฆเซิร์ฟเวอร์หลายกลุ่มบนเครือข่าย องค์กรธุรกิจและผู้ใช้ระ
ดับบุคคลอาจไม่มั่นใจและมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลบน
เครือข่ายอินเตอร์เน็ต  นอกจากนี้โดยสภาพแวดล้อมของกลุ่มเมฆที่ข้อมูลการสนทนา 
และประวัติการเข้าใช้บริการเครือข่าย (Log) จะไม่ได้ถูกจัดเก็บบนระบบไอทีขององค์กร 
แต่กระจายไปบนเครือข่ายอินเตอร์เน็ต  จึงมีความเสี่ยงหากข้อมูลการติดต่อสื่อสาร
ระหว่างองค์กรธุรกิจ ซึ่งเป็นความลับทางการค้าอาจถูกจารกรรมจากเครือข่าย
2.ไม่มีมาตรฐานของแพลทฟอร์ม ผู้ให้บริการกลุ่มเมฆมีมาตรฐานแพลทฟอร์มที่
แตกต่างกัน โดยอะเมซอน เว็บ เซอร์วิส เป็นแบบซอฟต์แวร์ฟรีโปรแกรม (Linux, 
Apache, MySQL, Perl/PHP : LAMP) ขณะที่  Google App Engine เป็นแบบมาตร
ฐานเฉพาะผลิตภัณฑ์ (Proprietary Formats) และผู้ใช้วินโดว์มักจะใช้บริการจาก 
GoGrid ดังนั้นสำหรับผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น หากต้องการให้ผลงานครอบคลุมตลาด
ผู้ใช้หลาย ๆ กลุ่ม ก็ต้องพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนหลายแพลทฟอร์มซึ่งเป็นเรื่องยุ่งยาก
3.ความเชื่อถือได้ (Reliability) โอกาสที่บริการกลุ่มเมฆจะล่มหรือไม่สามารถ
ให้บริการได้ในบางขณะจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ใช้ในระบบ
4.คุณสมบัติด้านการเคลื่อนย้ายข้อมูล (Portabilitiy) ตามหลักการทำงาน
แบบแบ่งปันประสิทธิภาพของระบบไอทีบนกลุ่ม      เมฆหลาย  ๆ กลุ่ม หมายถึงกระบวน
การประมวลผลแต่ละชิ้นงานอาจ   เริ่มต้นและสิ้นสุดลง  โดยผ่านการทำงานบนกลุ่มเมฆ 
(เซิร์ฟเวอร์) มากกว่า กลุ่ม     ในขั้นตอนการ เคลื่อนย้ายข้อมูลจากกลุ่มเมฆหนึ่งไปยัง
อีกกลุ่มเมฆหนึ่ง แม้จะเกิดความคุ้มค่าของการใช้ประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์แต่อาจ
สิ้นเปลืองทรัพยากรด้านการสื่อสาร(Bandwidth) บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในมูลค่าที่สูง
กว่า
5.เซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพ ระบบประมวลกลุ่มเมฆให้บริการด้วยเทคโนโลยี
เสมือนจริง (Virtualization) อย่างไรก็ตามในความเป็นจริงอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่
เซิร์ฟเวอร์ทางกายภาพยังคงมีอยู่จริง ซึ่งมีโอกาสที่ติดตั้งกระจายอยู่ในประเทศต่าง ๆ 
ทั่วทุกมุมโลก  ประเด็นที่ยังคงเป็นกังวลคือข้อมูลทางธุรกิจและข้อมูลที่มีผลต่อความ
มั่นคงของประเทศ      อาจถูกจัดเก็บบนเซิร์ฟเวอร์ในประเทศอื่น และมีความเสี่ยงที่รัฐ
บาล หรือทางการ     ตลอดจนภาค เอกชน   ของประเทศที่เป็นที่ตั้งของ  เซิร์ฟเวอร์จะ
สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น